
เชียงใหม่ – จังหวัดเชียงใหม่เดินหน้าสู่โค้งสุดท้ายของการผลักดัน “เมืองเชียงใหม่” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก หลังการเตรียมความพร้อมพื้นที่องค์ประกอบทั้ง 8 แห่ง มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงการปรับปรุงรายละเอียดด้านภูมิทัศน์ โดยเฉพาะการจัดการป้ายโฆษณาและร่องรอยการพ่นสีในเขตเมืองเก่า ก่อนที่คณะผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS จะลงพื้นที่ประเมินระหว่างวันที่ 3-8 สิงหาคม 2569
วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ คณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงใหม่ ประชุมครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยมีคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก และสภาเมืองเจียงใหม่ รายงานความคืบหน้าพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลต่อการประเมิน



นายศุภฤกษ์ ภาวิไล เลขานุการคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก และเลขาธิการสภาเมืองเจียงใหม่ เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมพื้นที่องค์ประกอบของแหล่งมรดกโลกทั้ง 8 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยวัด คูเมือง และกำแพงเมือง มีความคืบหน้าแล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงการเก็บรายละเอียดอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะป้ายโฆษณาและร่องรอยการพ่นสีบนอาคารในเขตเมืองเก่า ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS)



สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองเก่า สภาเมืองเจียงใหม่ได้ดำเนินโครงการ “แต่งหน้าบ้าน ทาสีเมือง” ในพื้นที่ที่คณะผู้ประเมินจะลงพื้นที่ตรวจสอบ เนื่องจากหลายจุดพบการพ่นสีบนอาคารของภาคเอกชนและหน่วยงานราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียน สถานศึกษา มหาวิทยาลัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการร่วมกันฟื้นฟูสภาพภูมิทัศน์จนมีความคืบหน้าอย่างมาก



อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้หยิบยกปัญหาป้ายโฆษณา 3 จุดสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ป้ายโครงเหล็กบริเวณประตูช้างเผือก จอแอลอีดีขนาดใหญ่บริเวณประตูเชียงใหม่ และป้ายโรงแรมบริเวณประตูท่าแพ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และคุณค่าภูมิทัศน์ของเมืองเก่าเชียงใหม่
ตัวแทนเทศบาลนครเชียงใหม่ ชี้แจงว่า ป้ายโฆษณาในเขตเมืองเก่าอยู่ภายใต้เทศบัญญัติปี 2557 ที่กำหนดให้ป้ายมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร ยกเว้นป้ายบอกทางหรือสถานที่บางประเภท โดยป้ายจอแอลอีดีบริเวณประตูเชียงใหม่มีความสูง 16 เมตร แต่ก่อสร้างก่อนเทศบัญญัติประกาศใช้ และมีการเสียภาษีถูกต้อง ขณะที่ป้ายบริเวณประตูช้างเผือกก็เป็นป้ายที่ก่อสร้างก่อนเทศบัญญัติ



ด้านสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ แสดงความกังวลในข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของภาคเอกชน หากการติดตั้งป้ายดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย จึงเห็นว่าการแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของป้ายเป็นหลัก
ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ทำหนังสือถึงเทศบาลนครเชียงใหม่เกี่ยวกับป้ายโฆษณาทั้ง 3 จุด เนื่องจากอาจส่งผลต่อการประเมินมรดกโลก แต่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เจ้าของป้ายบริเวณประตูเชียงใหม่ได้แสดงความพร้อมที่จะปรับปรุงตามข้อเสนอของจังหวัด แต่ต้องนำเรื่องหารือกับฝ่ายบริหารของบริษัทก่อน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้พิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชน เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมป้ายในช่วงที่ต้องงดการโฆษณา เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองเก่าให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน
นายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และประธานคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เริ่มผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 2558 ตามมติคณะรัฐมนตรี ใช้เวลานานเกือบ 10 ปี จึงสามารถพัฒนาเอกสารจนมีความสมบูรณ์และผ่านการประเมินในระดับยูเนสโก ก่อนส่งต่อให้ ICOMOS ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านการอนุรักษ์จากนานาชาติพิจารณา
ทั้งนี้ ผู้แทน ICOMOS ซึ่งเป็นสถาปนิกชาวบังกลาเทศ จะเดินทางมาตรวจประเมินพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 3-8 สิงหาคม 2569 โดยจะตรวจสอบทั้งด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ก่อนจัดทำรายงานเสนอคณะกรรมการมรดกโลก
หลังจากนั้น คณะกรรมการ ICOMOS จะประชุมพิจารณาหลายรอบในช่วงเดือนกันยายนและธันวาคม 2569 ก่อนเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศผลในช่วง เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2570
นายบวรเวท กล่าวว่า ผลการพิจารณาจะมี 4 แนวทาง ได้แก่ เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก, ให้ปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติม, ให้จัดทำเอกสารใหม่ทั้งหมด หรือไม่เห็นชอบให้เสนอขึ้นทะเบียนอีก เนื่องจากไม่มีศักยภาพเพียงพอ พร้อมย้ำว่า “นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของเชียงใหม่” เพราะหากต้องเริ่มกระบวนการใหม่ อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
ด้านนายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานการประชุม ได้กำชับให้เทศบาลนครเชียงใหม่เร่งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการภายใน 5 วัน เนื่องจากเหลือเวลาเพียง 30 วัน ก่อนคณะผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS จะลงพื้นที่ตรวจประเมิน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาการผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่การเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ขององค์การยูเนสโก